Thursday, December 30, 2004

กระบะแห่งปี 2005 คือ โตโยต้าทาโคมา


2005 Toyota Tacoma กระบะแห่งปี

โตโยต้าทาโคมาคว้ารางวัลคาลิเปอร์ทองอันหมายถึงได้เป็น กระบะแห่งปี 2005 จากนิตยสารมอเตอร์เทรนด์ไปเรียบร้อย

ทางมอเตอร์เทรนด์บอกว่า กระบะทาโคมาใหม่นี้ เป็นการแสดงถึงว่าโตโยต้านั้นรับฟังความต้องการของผู้ใช้อย่างดี และสร้างรถที่เป็นที่สุดทั้งในแง่ของวัสดุ การผลิต และความประณีตในระดับราคาเดียวกัน พร้อมทั้งมีความทนทานและคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับ

โตโยต้าทาโคมาเบียดคู่แข่ง อันเป็นกระบะออกใหม่ในปีนี้ ได้แก่ ดอดจ์ดาโกต้า, ฟอร์ดเอฟ 250/เอฟ 350 ซูเปอร์ดิวตี้, ฮัมเมอร์เอช 2 เอสยูที, นิสสันฟรอนเทียร์ ได้อย่างชวนลุ้นระทึก (ผมคาดผิด คิดว่าฟรอนเทียร์ใหม่จะคว้ารางวัลตามรอยนิสสันไททันที่ได้รางวัลกระบะแห่งปีไปก่อนหน้าแล้ว)

โดยมอเตอร์เทรนด์เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งในแง่ของกำลังรถ อรรถประโยชน์ และการใช้งาน โดยมีเกณฑ์ทดสอบเหล่านี้ คือ เทคโนโลยีและวิศวกรรม, ความแรง, การขับขี่ควบคุม, หน้าตาและการออกแบบ, วัสดุ, ความประณีตในการประกอบ, อุปกรณ์ใช้งาน และความคุ้มเงิน

เนื่องด้วยการเป็นปิคอัพ จึงเน้นที่การทดสอบการขนของ บรรทุกวัสดุ การลากจูงด้วย

ใครที่อยากอ่านบททดสอบโดยละเอียดนั้น ก็มองหานิตยสารมอเตอร์เทรนด์ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2005 มาอ่านได้ครับ

ที่มา : motortrend.com

ได้รถยนต์เป็นของขวัญ


Jaguar S-type คันนี้ สาวเจ้าในภาพไม่ได้ซื้อเอง

การที่จะตื่นเช้าขึ้นมาในวันเทศกาลเช่นนี้ แล้วมาพบกับรถยนต์ราคาแพงใหม่เอี่ยมผูกโบว์สีแดงจอดอยู่หน้าบ้าน และก็มีผู้ยื่นกุญแจออกมาให้คุณ พร้อมกับบอกว่า "ยินดีด้วยครับ นี่คือของขวัญวันคริสต์มาส (หรือปีใหม่) สำหรับคุณโดยเฉพาะ" อาจจะเป็นเพียงความฝันของคนทั้งหลาย

แต่สำหรับบางคนซึ่งน่าอิจฉา มันเป็นความจริง

อย่างอนิตา แมคครี ที่ตอนแรกก็ช็อค ทว่าก็ไม่ลืมที่จะหันไปกระตู้วู้กับจากัวร์เอสไทป์สีแดงรุ่นปี 2005 อันมาพร้อมกับโบว์สีแดงสดอันเบ้อเริ่ม ซึ่งเพื่อนและนายจ้างใจดีอย่างชาร์ล วูดดาร์ดส่งมาให้

ค่านิยมให้รถราคาแพงแก่กันในวันพิเศษ หรือในช่วงเทศกาล ได้เริ่มฮิตกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แบรนด์หรู ๆ อย่างจากัวร์และเล็กซัส จึงมีโปรโมชันพิเศษออกรับช่วงที่คนกระเป๋าหนาจะซื้อรถให้แก่กัน และก็ขายดีกันเสียด้วย อย่างดีลเลอร์ที่ชื่อมี้ดเล็กซัส ที่เมืองเซาท์ฟิลด์ บอกว่ารถกว่า 200 คันที่ขายไปเดือนนี้เชื่อว่ากว่าครึ่งเป็นรถที่ซื้อเพื่อเป็นของขวัญ

ไม่เพียงแค่บริษัทรถ ร้านที่ทำโบว์ยักษ์ที่ติดกับรถเพื่อสมกับการเป็นของขวัญก็ขายได้เยอะเป็นพิเศษ

ส่วนเทคนิคการมอบรถให้แก่กันนั้นก็มีเท่ มีความน่าประทับใจแตกต่างกันไปหลายแบบ

เป็นต้นว่า ชายคนหนึ่งได้ของขวัญจากอดีตภรรยา เป็นรถเมอร์ซีเดส เอส600 ทั้ง ๆ ที่ได้หย่าจากกันไปกว่าแปดปีแล้ว แต่อดีตภรรยาบอกว่าเธอให้เป็นรางวัลที่เขาดูแลลูก ๆ และดูแลเธออย่างดี

และที่เขาเห็นว่าเด็ดที่สุดก็คือ เหตุการณ์ที่คู่สามีภรรยาซึ่งฉลองเทศกาลในร้านอาหารจนอิ่มแล้วเดินออกมา พบกับพนักงานรับรถปราดเข้าหา พร้อมกับมอบกุญแจให้ เมื่อเธอบอกว่า "นี่ รถหรู ๆ คันนี้ไม่ใช่รถของเราสักหน่อย" แต่พนักงานก็ตอบกลับเรียบ ๆ ว่า "ครับคุณผู้หญิง นี่เป็นรถคันใหม่ของคุณครับ"

อืมม์ มันน่าประทับใจจริง ๆ จอร์จ

ว่าแต่ว่า เอ่อ ปีใหม่นี้คุณซื้อรถให้ใครหรือยังครับ ?

ที่มา :detnews.com

Wednesday, December 29, 2004

Tribeca : ซูบารุกำลังจะเดินไปไหน?


Subaru Tribeca รถครอสโอเวอร์หรูตัวแรกจากซูบารุ

ซูบารุค่ายรถที่มีดี มีดังมานานในเรื่องช่วงล่างขับสี่ และความแรงของรถจากโรงงาน กำลังหาทิศทางใหม่ให้ตัวเอง และทางไปนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ดังเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวว่ากำลังจะออกเอสยูวีออกแนวรถพันธุ์ทาง หรือครอสโอเวอร์ ในชื่อ B9X

ซึ่งค่ายดาวทองบนพื้นฟ้าได้ปล่อยรายละเอียดมาเป็นพัก ๆ ล่าสุดก็คือ ชื่อรถที่ตั้งว่า Tribeca

และข่าวชิ้นใหม่จริง ๆ ซึ่งผู้อ่าน Autoweek ไปซิวภาพมาได้ คือ Tribeca ที่กำลังจะถูกนำไปโชว์ในงานดีทรอยท์ออโต้โชว์ อันกำลังจะมาถึงในเดือนหน้านี้

เท่าที่ทราบ ในบรรดาผู้ที่เห็นภาพซูบารุคันใหม่นี้ จะหาเสียงร้องโอ้โฮด้วยความสะใจกับการรอลุ้นได้น้อยเต็มที เพราะอะไรท่านก็ตีความเอาเอง ไม่ว่าจะเป็นกระจังเค้าหน้าอัลฟา, โครงรถผสมโตโยต้าอินโนวา + นิสสันมูราโน และ ฯลฯ

ที่มีดี พอจะเรียกเงินจากกระเป๋าคนได้ น่าจะเป็นเครื่องหกสูบ 3.0 ลิตร และช่วงล่างขับสี่แบบสมมาตร

ครับ อย่างที่ข่าวก่อนหน้านี้ที่ใบ้ว่าซูบารุคันนี้จะเป็นจุดเริ่มของการออกแบบรถในวันข้างหน้าของซูบารุ เมื่อได้เห็นเต็มตาอย่างนี้ คนก็งง ๆ กันละครับว่าซูบารุกำลังขับเคลื่อนตัวเองไปในทิศไหน?

ที่มา :autoweek.com

Wednesday, December 15, 2004

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม 6


BMW M6 รถคูปหรู ที่แรงซ่อนรูป

วันนี้หันไปทางไหน เจอแต่ข่าว บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม6 ใหม่ หลังจากมีสปายช็อตปล่อยออกมาพักหนึ่ง คราวนี้เป็นของจริง

เอ็ม 6 เป็นหนึ่งในรถบีเอ็มที่เหนือกว่าบีเอ็ม นั่นคือ ถ้าเทียบระหว่างรถในแต่ละรุ่นของค่ายใบพัดสีฟ้าแล้ว ใครขับรถที่พะโลโก้เอ็ม คือ ผู้ที่กระเป๋าหนักจริง และต้องการความเป็นที่สุดของรถที่เป็นสุดยอดแห่งการขับขี่โดยแท้

เอ็ม 6 ใหม่นี้ บีเอ็มชูว่าเป็นรถคูปขนาดใหญ่ที่สวยที่สุดในโลก (เป็นงั้นไป) และในขณะเดียวกันก็เป็นเอ็ม 6 ที่ไฮเทคสุด และแรงสุดเท่าที่เคยทำมา โดยลงเครื่องสิบสูบ 5.0 ลิตร 507 แรงม้า แรงฉุด 383 ปอนด์-ฟุต รอบเครื่องวิ่งเกิน 8,000 รอบ (จะมีถนนที่ไหนให้เหยียบหรือครับ) กระโจนจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ชั่ว 4.6 วินาที โดยเข็มวัดไมล์ไปสุดที่ 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เครื่องของเอ็ม 6 นั้นเป็นของสร้างใหม่หมดจด ใช้ร่วมกับเอ็ม 5 อันได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดรถสปอร์ตซีดานในเวลานี้ เครื่องสิบสูบวางฉากด้านละห้าของเขา ไม่ได้มีเทอร์บงเทอร์โบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ก็ให้แรงม้ากว่า 100 ตัวต่อลิตร

ระบบเกียร์ Sequential M Gearbox (SMG) เจ็ดสปีดของเอ็ม 6 นั้น มีการเปลี่ยนเกียร์อย่างรถฟอร์มูลาวัน ไม่ว่าจะเอาโหมดแมนวล หรือออโต้ก็ย่อมได้

เอ็ม 6 ต่างจากเจ้า 6 ธรรมดาหลายจุด โดยเฉพาะการใช้อลูมินัมที่โครงรถ และระบบช่วงล่าง เพื่อช่วยลดน้ำหนัก และด้วยล้อ 19 นิ้วที่ด้านหน้าเป็น 255/40ZR19 หลัง 285/35ZR19 ก็ยังเน้นความเบากว่าปรกติ 1.8 กิโลกรัม

ที่น้ำหนักตัว 1,700 กิโลกรัม เอ็ม6 ลงเบรคชั้นดีซึ่งหยุดรถจาก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในระยะเพียง 36 เมตร


BMW M6 ท่อไอเสียแฝดที่อยู่ทั้งสองมุมท้าย บ่งว่าคันนี้ไม่ธรรมดา

เทคโนโลยีสูง ๆ ที่อัดลงไปเพียบ ก็มีเช่น Variable M Differential Lock เพื่อปรับแรงลงล้อให้สัมพันธ์กับระดับการสัมผัสของยางกับพื้นถนน , Dynamic Stability Control ช่วยการทรงตัวของรถ, Electronic Damper Control เพื่อเลือกโปรแกรมรถให้ตรงกับอารมณ์ของผู้ขับ

ไม่รวมที่ซ่อนอยู่อีกสารพัดสารพันอย่าง ระบบตรวจสอบการสึกหรอของผ้าเบรค ระบบตรวจเช็คลมยาง ฯลฯ (ลูกเล่นเยอะอย่างนี้ อย่าได้รวน ก็แล้วกัน)

และถ้าใครได้เข้าใกล้ตัวจริง ก็อย่าลืมมองไปที่หลังคา ซึ่งยกวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบากว่าอลูมินัมมาลงเพื่อลดน้ำหนัก และดูเท่ไปอีกแบบ

เอ็ม 6 แม้ว่าจะเป็นคูป แต่ก็มีที่นั่ง 2+2 พร้อมกับความหรูหราสมตัว ภายในนั้นผสมผสานรถสปอร์ตที่ใช้ในชีวิตประจำวันกับคอคพิทของรถแข่ง

หากใครต้องการดูรูปอย่างเดียวก็ไปที่นี่ครับ : แกลเลอรี่จากออโตบิลด์
บทความสั้น ๆ ก็อ่านได้จาก : mwerks.com หรือ carenthusiast.com
ส่วนใครที่ต้องการมีข้อมูลพกติดตัว ชนิดที่เซลล์ขายรถคนใดก็หน้าหงายได้ เพราะละเอียดยิบจริง ๆ ก็ต้องที่นี่ : germancarfans.com

ส่วนใครมีกำลังซื้อมาประดับโรงรถ ก็อย่าลืมขับออกมาให้ชาวบ้านได้ยลโฉมบ้างก็แล้วกัน

บีเอ็มซีรีส์ 1 รถขยะ ?


BMW 1 Series รถคันเล็กจากบีเอ็ม ที่ถูกเจอรมีจับขึ้นเขียง (ภาพจาก mwerks.com)

นาน ๆ ทีที่เราจะได้อ่านบทความของคอลัมนิสต์ปากจัด และวิพากษ์วิจารณ์บริษัทรถอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ถ้าจะมีใครเรียกบีเอ็มซีรีส์ 1 ว่าเป็นเศษขยะ เศษกระป๋อง หนึ่งในนั้นก็คือ เจอรมี คลากสันแห่งเดอะ ซันเดย์ ไทม์ของเมืองอังกฤษนี่แหละ

เจอรมีเริ่มบทความโดยการยกประวัติและสรุปภาพรวมของบีเอ็มได้อย่างกระชับและน่าสนใจ

นั่นคือ แกเคยยกให้บีเอ็มดับเบิลยูเป็นดุจนักแม่นปืนแห่งวงการรถยนต์ โดยมีจุดเด่นจากการดีไซน์และวิศวกรรม ขณะที่บริษัทอื่นลากรถถังขลุกขลัก ดันปืนกลกระพร่องกระแพร่ง ยิงผิดยิงถูก แต่บีเอ็มเหนี่ยวไกทีไรเป็นโดนทุกที

30 กว่าปีมาแล้ว ที่บีเอ็มวางมือจากการผลิตรถสามล้อ และรถแวนส่งไปรษณีย์ หันมาสร้างความสำเร็จทั่วโลก ด้วยสูตร- รถทุกคันมีไฟหน้าสองคู่ มีเครื่องหกสูบเรียงวางกลาง และขับเคลื่อนจากล้อหลัง ตัวถังรถก็มีอยู่สามแบบ กับเครื่องยนต์ห้าตัว พร้อมกับอุปกรณ์เสริมให้ลูกค้าได้เลือกสรร

นั่นคือ หากอยากจะได้รถเล็ก ๆ เครื่องใหญ่ ไร้อุปกรณ์ก็มีให้ หรือจะเอารถใหญ่ เครื่องเล็ก ระบบไฟฟ้าเพียบก็หาได้

และไม่ว่าจะเลือกตัวเลือกใด สุนทรีย์แห่งการขับขี่ในแบบบาวาเรียนมอเตอร์เวอร์กก็มีมากับทุกคัน

ดูเหมือนความหลังดี ๆ จะหมดอยู่แค่นี้ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องบีเอ็ม "เปี้ยนไป๋"

จุดเปลี่ยนนั้นอยู่ที่ การโยนสูตรนักแม่นปืนทิ้ง แล้วหันไปสร้างรถขับสี่ ผลิตในอเมริกา ทำรถสองที่นั่ง หรือใส่เครื่องดีเซล และที่สำคัญโยนเรื่องการออกแบบให้กระทาชายนายคริส เบงเกิล

ดูท่าไอ้นายจะไม่ชอบสไตล์ใหม่ของบีเอ็มอย่างหนักข้อ ถึงกับบอกว่าดูดีแต่ในกระดาษดีไซน์ แต่เมื่ออยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่ได้ดูโมเดิร์น หรือเฉียบ แต่ดูโง่

ที่เจอรมีไม่ถูกใจมาก ๆ เห็นจะเป็นการมาของบีเอ็มซีรีส์ 1 อันเจอร์มีถึงกับบอกว่าเป็นรถที่มาทำลายแบรนด์บีเอ็ม

จากการทดลอง/ทดสอบขับ แกเอ่ยว่า ซีรีส์ 1 ยังมีข้อดีที่สืบอยู่ในสายเลือดบีเอ็มอยู่อย่างหนึ่ง คือ การเป็นรถขับหลัง ทำให้มีแรงส่งดี พร้อมกับทำให้รถมีสมดุลเหมาะเจาะ และการตอบสนองพวงมาลัยที่เป็นยอด มีช่วงตบเกียร์สั้นในแบบบีเอ็มก็ยังคงอยู่

ทั้งหมดนี้ทำให้การขับขี่ของเจ้า 1 มีดีกว่ารถท้ายกุดทั่ว ๆ ไป

ทว่า ดูเหมือนคำหวานจะหมดกระปุกอยู่ที่ตรงนี้ เพราะแกบอกว่าเรื่องร้าย ๆ นั้นมีเยอะ และมีมากกระทั่งผู้คนควรจะควักกระเป๋ากับคันอื่นเสียดีกว่า

อย่างแรก หน้าตา ซึ่งแกบอกว่า มันโคตรเห่ยเสียนี่กระไร (สงสัยแกไม่เคยเห็นปอนเตี๊ยกเอ็ทเซ็ค หรือซางยองโรเดียส) ดูไปก็ไม่ต่างจากรถแวน

อย่างสอง เครื่องยนต์ อ่า เครื่องเบนซินของเจ้า 1 นั้นวิ่งจาก 0-100 ใช้เวลาสองชั่วโมง (แกใช้คำนี้จริง ๆ) เพราะฉะนั้นเหตุผลของการหารถบีเอ็มมาขับของคนทั่วไปก็จบกัน เพราะไม่มีเรี่ยวแรงอันใด ถ้าจะหาความแรงก็ต้องเลือกเครื่องดีเซล แต่ใครจะอยากควบบีเอ็มดีเซลที่ส่งเสียงดั่งเรือหางยาว

นอกจากนี้รถที่น่าเกลียดและช้า ยังหาที่ข้างหลังใส่ของ ใส่คนแทบไม่ได้ แม้ว่าบีเอ็มจะชูจุดขายให้แก่คนโสดก็ตาม แต่คนโสดที่ไหนจะมองรถครอบครัวท้ายกุดแบบนี้

อย่างต่อไปก็คือยางรัน-แฟลตที่ให้มา อันไม่เหมาะกับถนนที่ไหนเลยนอกจากผิวหน้าท็อปในครัว

และที่แย่ที่สุดในสายตาของเจอรมี คือ ราคาแพง ซึ่งที่ผ่านมานั้นบีเอ็มแต่ละรุ่นต่างแพงเพราะมีดีสมตัว แต่นี่ห่วยแล้วยังแพงอีก

หากใครซื้อไปแล้ว มีเพื่อนบ้านหันมามองดูนั้น เขาไม่ได้ชื่นชมกันหรอกว่า โอ้โฮ ขับรถหรู แพงแฮะ แต่ที่เขากันคิดในใจคือ กอล์ฟจีทีไอที่ดีกว่าทุกอย่าง นั้นถูกกว่านะเว้ย

หรือถ้าหากต้องการรถท้ายกุด ก็ไปซื้อฟอร์ดโฟกัสก็สิ้นเรื่อง แต่หากยังอยากได้ท้ายกุดแรง ๆ ก็วิ่งไปโชว์รูมโฟล์คสวาเก้น ส่วนหากพิศมัยรถสปอร์ตก็ไปเลือก ฮอนด้าเอส 2000 นั้นยังดีกว่า

คอลัมนิสต์นามเจอรมี ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า "สรุป - บีเอ็มซีรีส์ 1 นี่มัน crap"

เอ่อ อ่านเอามันส์นะท่าน อย่าอินมาก เพราะบีเอ็มยุคเบงเกิลที่มีหน้าตาประเภทไม่รักหนักก็เกลียดเข้าไส้นั้น มันแบ่งคนที่ได้สัมผัสบีเอ็มออกเป็นสองขั้วจริง ๆ

ที่มา : driving.timesonline.co.uk

Tuesday, December 14, 2004

นิสสันเริ่มพัฒนารถ "ระดับโลก"


รถ "ระดับโลก" คันใหม่ของนิสสันจะยกแม่แบบไปจาก Nissan Tiida คันนี้

คำว่า global strategic car อันหมายถึงรถที่ใช้แม่แบบเดียวแล้วปรุงหน้าตาขายทั่วโลก นั้นเป็นสิ่งฮิตของค่ายรถในเวลานี้

ทางนิสสันเองก็มีแผนที่จะผลิตรถเล็กเครื่อง 1.5 ลิตร "ระดับโลก" คันใหม่ โดยใช้โรงงานเก้าโรงที่กระจายอยู่ทั่วโลก เพื่อขายใน 27 ประเทศ โดยวางเป้าไว้ที่ 1.6 ล้านคัน เมื่อนับถึงเดือนมีนาคมปี 2008

เพื่อลดต้นทุนการพัฒนา รถเล็กระดับโลกใหม่นี้จะใช้ฐานเดียวกับนิสสัน มาร์ช/คิวบ์/ทิดา ที่วิ่งอยู่บนถนนญี่ปุ่นในยามนี้

โรงงานแรกที่จะเดินเครื่องผลิตภายในปี 2006 คือ ที่เมืองกวางตุ้งในจีน จากนั้นก็จะเป็นคิวของโรงงานที่ไต้หวัน เมืองไทย มาเลเซีย อัฟริกาใต้ และเม็กซิโก ก่อนสิ้นมีนาคมปี 2007 แล้วปิดท้ายที่อินโดนีเซียในปีถัดไป

น่าแปลกนะครับ ที่มากระจุกตัวที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขนาดนี้

ราคาขายนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ แต่เอเอฟพีผู้รายงานข่าวบอกว่าน่าจะอยู่ในช่วงสี่แสนถึงหกแสนบาท

ที่มา : channelnewsasia.com

ออดี้ เอ2เอช2


Audi A2 H2 รถฉบับกระเป๋าที่ใช้เทคโนโลยีสูงอย่างฉลาด

เห็นทีทางค่ายเยอรมันจะลุยเทคโนโลยีไฮโดรเจนชนิดกัดไม่ปล่อย เพราะนอกจากบีเอ็มแล้ว ออดี้ก็เอากับเขาด้วย

รถที่เป็นต้นแบบในอนาคตของออดี้คันนี้ ใช้ไฮโดรเจนและคายน้ำออกมาเป็นผลลัพธ์

ออดี้จับเอ2 ของตัวที่โด่งดังมาจาก ตัวถังอลูมินัมที่เบากว่าตัวถังเหล็ก 40 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องดีเซล ทีดีไอ 1.2 ลิตรที่วิ่งได้ถึง 33 กิโลเมตรต่อลิตร มาใส่อุปกรณ์ขับเคลื่อนพลังไฮโดรเจน

ออดี้ส่งเอ2 เอช2 ออกวิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ในการแข่งขันระดับโลกของรถใช้พลังงานน้อยในเซี่ยงไฮ้ โดยเอ2 เอช2 ใช้เทคโนโลยีรังเชื้อเพลิง แปลงไฮโดรเจนกับออกซิเจนด้วยปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี ส่งพลังไปยังแบตเตอรี NiMH พลังสูง ควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่ส่งกำลังลงล้อ

ในการขับขี่สบาย ๆ รังเชื้อเพลิงจะส่งกำลังทั้งหมดไปยังมอเตอร์ แต่ในยามโดยกระทืบคันเร่ง เอ2 เอช2 จะเรียกกำลังมาจากแบตเตอรี่มาเสริม

นอกจากจะประหยัดแล้ว เอ2 เอช2 คันนี้ยังมีแรงสมตัว โดยพลังสูงสุดในช่วงสั้น ๆ อยู่ที่ 150 แรงม้า แรงฉุด 425 นิวตัน-เมตร ออกวิ่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาน้อยกว่าสิบวินาที ความเร็วสูงสุด 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และด้วยไฮไดรเจนเต็มทั้ง 3 ถัง หรือ 1.8 กิโลกรัม นั้นวิ่งได้ 220 กิโลเมตร

นอกจากเทคโนโลยีดีแล้ว รถยังแจ่มด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาสวย นั่งสบาย ช่วงล่างดี แรงและประหยัด

อย่างนี้ต้องเชียร์ให้ทำออกมาขายไว ๆ

ที่มา : fourtitude.com

10 รถร้อนแรงแห่งปี


Mercedes-Benz CLS หนึ่งในรถที่มาแรง

ปลายปีเก่า ย่างเข้าปีใหม่ บรรดานิตยสารต่าง ๆ ก็ถือโอกาสจัดอันดับสารพัดสารพันแล้วแต่คอลัมน์นิสต์ผู้ใดใครจะหัวสร้างสรรค์กว่ากัน

อย่างในออโตวีค พี่ท่านก็เอาความเห็นส่วนตัวมาเลือกรถที่จัดว่าร้อนแรงที่สุดในยามนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรถที่เร็วที่สุด แพงที่สุด หรือดีที่สุด และสรุปได้มา 10 คันกว่า ๆ ดังที่เห็นนี้

เมอร์ซีเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส
ซีดานที่รับจิตวิญญาณของคูปมาใส่ พร้อมกับความหรูที่คนทั่ว ๆ ไปยกให้เป็นมายบัคของตัว

ออดี้ เอ3 สปอร์ตแบ็ค
เป็นรถเล็กจากค่ายรถที่มาแรง (ยกเว้นในเมืองไทย - ฮา) ที่ผสมผสานความประณีต อรรถประโยชน์ ความหล่อเหลา ความประหยัด และในราคาที่สมตัว

โฟล์คสวาเก้น จีทีไอ
โฟล์คคันนี้เป็นรถที่สั่งสมความดังมาจากการเป็นรถฉบับกระเป๋าแต่แรง - pocket rocket เพราะมักจะยัดเครื่องใหญ่ ๆ ลงไป ให้สะใจขาซิ่งอยู่ตลอด ในปัจจุบันก็มีเครื่องจีดีไอเป็นตัวชูโรง

เชฟโรเล็ต คอร์เว็ตต์ ซีซ์ 06
รถสปอร์ตที่เป็นหน้าเป็นตาให้แก่อเมริกัน ตัวรถเป็นอลูมินัม พร้อมเบรคเบ้อเริ่ม ล้อใหญ่ยางหน้ากว้าง แรงม้าห้าร้อยเป็นอย่างน้อย

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่
ใหญ่กว่าเดิม แรงกว่าแต่ก่อน ในพิกัดน้ำหนักที่ไม่เพิ่ม ปลายปี 2005 ออกตัวแล่นบนถนนแน่

เฟอรารี เอฟ430
รถที่ไม่เคยธรรมดา จากค่ายรถที่ไม่ธรรมดา

ฮัมเมอร์ เอช3
รถที่หลาย ๆ คนพูดถึง อันไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีวิญญาณและกระดองของฮัมเมอร์อันมีต้นตอมาจากเอเอ็มเจ็นเนอรัลที่จีเอ็มไปซื้อมา หรือว่าเป็นโคโลราโดที่ซ่อนอยู่ข้างใน หรือว่าราคาที่ต่ำกว่า เอช1 เอช2 อย่างมากก็ไม่ทราบได้ แต่ก็เป็นรถลุยที่ดูอย่างไรก็เท่ไม่เหมือนใคร (เว้นแต่กระจังหน้าของจี๊ป - ฮา)

ฮอนด้าริจด์ไลน์
รถกระบะที่ฮอนด้าเอาจริงเอาจังที่สุด และเชื่อแน่ว่าไปคนละแนวกับโตโยต้าหรือนิสสันแน่นอน

มาสด้าสปีด 6
รถที่คอรถชื่นชอบ ด้วยเสปคอย่าง 274 แรงม้า ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์แมนวลหกสปีด ล้อ 18 นิ้ว ในราคาที่ไม่เกินเอื้อม (ที่เมืองอื่น - ฮา) 28,000 เหรียญ

ฮอนด้าแอคคอร์ด ไฮบริด
แอคคอร์ดที่เหนือกว่าแอคคอร์ดคันนี้เป็นรถสำหรับผู้ที่ไม่ชอบอวดตัว เพราะเพื่อนบ้านไม่รู้ว่าคุณขับไฮบริดหากแม่บ้านคุณไม่เอาไปเมาท์ แต่หากวิ่งคู่กับแอคคอร์ดธรรมดา คันนี้เอารางวัลไปกินแน่นอน

และเนื่องจาก 10 อันดับหมดแล้ว แต่รถยังไม่หมด นักเขียนของออโต้วีคเลยจัดให้เป็นรถที่ร้อนแรงน่าพูดถึง ได้แก่

เบ็นทลีย์ คอนติเน็นตัล จีที
รถอ้วนที่ปราดเปรียวคันนี้ สร้างชื่อให้ค่ายโฟล์คอย่างมาก เพราะบรรดาไฮโซดังระดับโลก ต่างเห็นว่าเอาเงินที่จะลงกับรถคนแก่อย่างมายบัคมาซื้อเบ็นทลีย์ได้สองคันดีกว่า ทั้งหรู แรง และเท่ ขณะที่ยอดขายของมายบัคจากเดมเลอร์ และโรลสรอยส์จากบีเอ็มต่างดิ่งเหว เบนทลีย์กลับขายดี ถึงกับต้องออกเวอร์ชันซีดานออกมา

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5
บีเอ็มมีอะไรสุด ๆ แทบจะบรรทุกมาลงที่คันนี้หมด จึงทำให้เป็นรถซีดานสุด ๆ เหนือคำบรรยาย

ดอดจ์ ชาร์จเจอร์
หลังจากดังมาจากดอดจ์แม็กนัม เสตชันเวกอนที่เขย่าตลาดรถยนต์ในปีที่ผ่านมา ดอดจ์ก็สร้างรถสปอร์ตใส่สี่ประตูเพื่อจะสร้างกระแสใหม่ในตลาดอีกรอบ

จากัวร์ เอ็กซ์เค
ผู้ที่ขับจากัวร์นั้นมักจะเป็นผู้ที่มีรสนิยมคลาสสิค เพราะคันไหน ๆ ออกมาหน้าตาก็ไม่พ้นเดิม แต่เอ็กซ์เคคันนี้ต่างจากเดิมที่รับช่วงของแอสตัน มาติน วี8 แวนเทจ มาลง

มิตซูบิชิ อิคลิปส์
ข่าวดีหนึ่งเดียวจากค่ายมิตซูในยามร่อแร่เช่นนี้ เพราะถูกปรับโฉมและปรับปรุงให้จ๊าบกว่าคันเดิมที่เคยเป็นขวัญใจนักศึกษาถ้วนทั่ว

นั่นเป็นอันดับในความเห็นของเขา ส่วนความเห็นของเรา ก็อาจดูได้จากความถี่ของการพูดถึงในบอร์ดของพันทิป-รัชดา ก็พอมองออกว่ารถที่ร้อนแรงที่สุดในยามนี้ของเมืองไทยมีคันไหนบ้าง

ที่มา : autoweek.com

Monday, December 13, 2004

สิธารา รถแห่งชาติปากีสถาน


Habib Sitara รถเพื่อคนปากีสถาน โดยชาวปากีสถาน

จะเรียกว่า"สิธารา" รถที่ผลิตโดยบริษัทฮาบิบคันนี้ เป็นรถแห่งชาติปากีสถานก็ไม่ผิดนัก เพราะเจ้าตัวก็ประกาศว่าเป็นรถสี่ล้อคันแรกที่ผลิตในประเทศ 100 เปอร์เซนต์

และเมื่อดูลักษณะรถแล้วก็จะเห็นว่า เป็นรถที่ทำมาเพื่อมหาชนของปากีสถานโดยแท้ นั้นคือ ราคาถูกเน้นประโยชน์ใช้สอยจากสิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และสร้างอย่างแข็งแรงเพื่อเหมาะกับสภาพถนน

สิธารารุ่นมาตรฐานเป็นรถเปิดประทุนสี่ที่นั่ง และมีหลังคาให้เลือกซื้อเพิ่มพิเศษ

เวบไซต์ของสิธารานั้นออกแบบเรียบง่าย แต่ซ่อนข้อมูลไว้เยอะอย่างน่าชม เป็นต้นว่ามีภาพ 360 องศาของตัวรถให้ชม หรือจะเป็นมุมแสดงภาพธรรมดาก็มี

รถแห่งปากีสถานคันนี้เป็นรถสี่ล้อ สี่ที่นั่ง ใช้เครื่องเบนซินสูบเดียว 170 ซีซี ของมอเตอร์ไซค์มาลง ระบบเกียร์เดินหน้าสี่สปีดพร้อมเกียร์ถอย น้ำหนักบรรทุก 350 กิโลกรัม ระบบเบรคไฮดรอลิค พร้อมเบรคมือ แถมมีล้ออะไหล่ที่หลังรถแนวเดียวกับเอสยูวีด้วย ให้ความเร็วสูงสุด 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหากขับดี ๆ ก็ไปได้ถึง 25 กิโลเมตรต่อลิตร

ฮาบิบมอเตอร์บอกว่า ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างเต็มที่ นั่นคือ มีเข็มขัดนิรภัยให้ทุกที่นั่งทั้งด้านหน้าและหลัง พร้อมทั้งโรลบาร์ พร้อมทั้งบุเบาะรอบคันเพื่อความปลอดภัยและความสบายที่มากขึ้น

สโลแกนของสิธาราคือ เกิดและภาคภูมิใจในปากีสถาน

ราคาในช่วงแนะนำตัวของสิธาราอยู่ที่ 126,500 รูปี หรือ ประมาณหนึ่งแสนบาท

ดูแล้ว ท่านมองเห็นรถอีแต๋น ไอ้ต๋อย เจ้าตุ๊กๆ หรือว่ารถกอล์ฟวิ่งมาข้าง ๆ ไหมครับ

ที่มา : habibmotorcars.com

กระบะหรูลุยซูเปอร์โบล


Lincoln Mark LT กระบะหรูที่อัพมาจากฟอร์ดเอฟ 150

ปีใหม่ใกล้จะมาถึงแล้วครับ และนั่นก็หมายถึงซูเปอร์โบลนั้นกำลังจะมาเช่นกัน

สำหรับท่านที่ไม่ชอบ หรือดูกีฬาคนชนคนไม่เป็น ก็คงไม่รู้สึกอะไรกับถ้วยสุดยอดของอเมริกันฟุตบอลประจำปีใบนี้

แต่สำหรับชาวมะกันแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องคุยที่ออกรสชาติหลังคริสต์มาสและรับปีใหม่ โดยเฉพาะคนที่ทีมรักของตัวได้ไปชิงแชมป์ และได้ตั๋วไปดูขอบสนามด้วยนั้น มีหัวข้อเก็บเอาไปโม้ในบาร์ ในที่ทำงานได้ทั้งปีเลยแหละ

ทว่าคนส่วนใหญ่นั้นมักจะหลบลมหนาว ชวนเพื่อนฝูงตั้งวงปาร์ตี้หน้าจอโทรทัศน์แทน และนั่นเองคือที่มาของ เรื่องเล่าอันเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่ "วงเล่า" สนใจ

เพราะในแต่ละปีจะมีรถจำนวนหนึ่งทุ่มเงินมหาศาล เพื่อซื้อสิทธิซื้อเวลาออกอากาศเปิดตัวพร้อมกับซูเปอร์โบล อันจะเป็นหลักประกันว่าจะได้รับความสนใจจากมหาชนไปทั่วประเทศพร้อม ๆ กัน

ในปีนี้ลินคอล์นแบรนด์หรูของฟอร์ดก็เอากับเขาด้วย และส่งกระบะราคาแพง มาร์คแอลที เป็นตัวชูโรง

ที่ว่าแพงก็คือ มาร์คแอลที รุ่นธรรมดามีราคาที่ 39,995 เหรียญ ส่วนรุ่นขับสี่ติดป้ายไว้ 43,495 เหรียญ ซึ่งเงินประมาณนั้น พกไปซื้อรถเก๋งอย่างออดี้เอ 6 หรือบีเอ็มซีรีส์ 5 หรือแคดิแลคเอสทีเอส หรือเล็กซัสจีเอส 300 ได้สบาย ๆ

การออกกระบะหรูตัวที่สองของลินคอล์น ซึ่งใช้ฟอร์ดเอฟ 150 ที่ขายดีมากมาเป็นฐานนั้น ทำให้คนในวงการต้องเลิกคิ้วกันเป็นแถว เพราะแม้ฟอร์ดจะประสบความสำเร็จในการแต่งตัวเอสยูวีเอ็กซ์พิดิชันให้เป็นลินคอล์นเนวิเกเตอร์ออกขาย แต่ฟอร์ดเคยเจ็บช้ำจากการออกกระบะลินคอล์นแบล็ควู้ดมาแล้ว

ซึ่งเจ้าแบล็ควู้ดอันหน้าตาก็ไม่ผิดไปจากมาร์คแอลทีนัก ได้มีอายุตลาดแค่ 15 เดือน และขายไปแค่ 3,356 คัน โดยค่าตัวนั้นอยู่ที่ 52,500 เหรียญ

ราคาขายที่ต่ำกว่านี้เองที่ฟอร์ดคิดว่า มาร์คแอลทีจะประสบความสำเร็จ โดยวางเป้าไว้ว่าจะขายได้ปีละสองหมื่นคัน คู่แข่งก็คือ คาดิแล็คเอสคาเลดอีเอ็กซ์ที และเชฟวีอแวแลนช์

ที่น่าสนใจนะครับ เฉพาะค่าตัวในการยิงโฆษณา 30 วินาที ในช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบลในวันที่ 6 มกรานั้น ประมาณว่าลินคอลน์ต้องจ่ายไปกว่า 2.4 ล้านเหรียญ

งานนี้ทางฮอนด้าก็ซื้อเวลาเพื่อออกอากาศขายกระบะริจด์ไลน์ของตัวเช่นกัน โดยจองไป 60 วินาที

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเท่าไร ที่จะมีหลายคนซึ่งไม่ชอบดูอเมริกันฟุตบอลเปิดทีวีช่วงพักครึ่งเพื่อดูโฆษณาเด็ด ๆ อย่างเดียว เพราะเมื่อบริษัทต่าง ๆ จ่ายค่าเวลาไปแพง ๆ แล้วโฆษณาก็ต้องใหม่ และกระชากใจผู้ชมด้วย

และทางบ้านที่ไม่คุยฟุตบอลก็จะได้มีเรื่องเล่าในที่ทำงานในวันรุ่งขึ้นว่า "เธอเห็นโฆษณานั้น ในซูเปอร์โบลหรือยัง?"

ที่มา : autoweek.com , motortrend.com